banner_UK

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หนูยังไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร

“เข้าเวรบ่ายไม่ใช่เหรอ ทำไมมาแต่เช้าล่ะ ท่าน” เสียงทักจากร้อยเวรรุ่นพี่(จริงๆน่าจะเรียกว่ารุ่นพ่อมากกว่า ก็อายุคราวพ่อแล้วล่ะ แกลุ้นขึ้นสารวัตรหลายเที่ยว ขึ้นไม่ได้ซักที แต่แกก็มองโลกในแง่ดีนะ บอกว่าที่ไม่ยอมขึ้นสารวัตรเพราะกลัวลูกจำไม่ได้ อิอิอิ)
“วันนี้มีครบฝากขังครับพี่ เมื่อวานลืมพิมพ์ เลยรีบมาพิมพ์ก่อนครับ” ผมตอบทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอก ว่า ที่รีบมาก็เพราะพี่ชอบไหลคดีมาให้ผมน่ะดิ ถึงได้รีบมาดูก่อน 555 จริงๆก็ไม่ได้เขี้ยวอะไรขนาดน้านหรอกครับ เพียงแต่ว่า ช่วงหัวค่ำมีนัดสังสรรค์แก้มือกับเพื่อนโรงเรียนเก่ากันที่เมเจอร์โบว์รัชโยธิน เลยไม่มีอารมณ์มาช่วยรับคดีคนอื่น เพราะการที่เราแกล้งโง่รับคดีที่ร้อยเวรท่านอื่นไหลมาแบบทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจนั้น มันก็มีทั้งรับโชคและรับเรื่อง ไอ้ที่รับเรื่องไม่ต้องพูดถึงเซ็งในอารมณ์มาก แต่มีที่รับโชคก็มีเหมือนกัน เรื่องก็มีอยู่ว่า ร้อยเวรจะเปลี่ยนผลัดกลางวันกันก็ตอนเที่ยงตรงเป๊ะ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานก็ใช้นาฬิกาของห้องรับแจ้งความเป็นหลัก ส่วนการปรับแต่งเข็มสั้นเข็มยาวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิทยายุทธของแต่ละท่านจะใช้ พอดีวันนั้นผมต้องเข้าเวรบ่าย ซึ่งจะต้องรับเวรกันก็ตอนเที่ยงตรง โชคดีที่มาแต่เช้าก็เลยได้พบกับสาวน้อยนางหนึ่งใส่ชุดนักศึกษามหาลัย ก็คาดว่าจะเรียนอยู่สถานศึกษาใกล้โรงพักเรานั่นแหระ ด้วยความที่ว่า ยังไม่ได้ถึงเวรเรา ก็เลยไม่ได้เข้าไปสอบถามถึงธุระที่มาติดต่อ แต่ดูอาการเธอตื่นๆกลัวๆเล็กน้อย จะเปิดประตูเข้ามาห้องรับแจ้งความก็ไม่กล้า ผมเหลือบมองนาฬิกาแล้ว ประมาณ 11.59 น. เข็มวินาทีก็เดินยังก๊ะจะวิ่งเข้าเส้นชัย ช่วงระหว่างที่น้องเค้ากล้าๆกลัวกำลังจะผลักประตูเข้ามา มือถือเจ้ากรรมของเธอก็ทะลึ่งดังขึ้นมา ทำให้เธอต้องถอยกลับไปรับโทรศัพท์ก่อน โดยหารู้ไม่ว่า มีร้อยเวรสองคนกำลังลุ้นกันอยู่ในอารมณ์คนละทิศทาง เวรผลัดออกลุ้นไม่ให้เธอเข้ามา ส่วนผลัดเข้าคือผมเอง ก็ลุ้นให้เธอเปิดเข้ามาก่อนเที่ยง และแล้ว เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือเธอดังขึ้น ก็มีเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันปันสะใจจากร้อยเวรผลัดออกดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทผม พาลคิดในใจว่าทำไมไม่ถามน้องเค้าก่อนแล้วพาเข้ามาแจ้งเลยจะได้เป็นของเวรผลัดก่อน เฮ้อ! คิดได้ก็สายไปซะแล้ว ว่าแล้วก็หยิบเสื้อพร้อมสายแดงมาใส่ มารอรับแจ้งความจากสาวน้อยนางนี้
เสียงประตูเปิดดังอีกครั้ง ขณะที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนประจำวันเข้าเวรอยู่ พลันต้องเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงหวานๆ “มาแจ้งความค่ะ” น้องคนนั้นเอง
ผมเก็บอาการ ตอบไปอย่างสุภาพว่า “ เชิญทางนี้ ครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ” สังเกตอาการเธอยังไม่หายตกใจดีจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พูดจาวกวนจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก ผมจึงได้พูดปลอบเธอ
“น้อง ใจเย็นๆ ค่อยๆเล่า ตอนนี้อยู่ที่โรงพักแล้ว ไม่มีใครทำอะไรได้ เกิดอะไรขึ้น เล่าให้พี่ฟัง”
“หนูไม่ได้ตื่นเต้นเรื่องที่เจอค่ะ หนูกลัวตำรจ ไม่เคยขึ้นโรงพัก” เธอตอบ
“อ้าว !!! แล้วกัน ” ผมเผลออุทาน “ง้านค่อยลำดับเหตุการณ์เลยครับ ไม่ต้องกลัว ตำรวจไม่กัดครับ” ผมพูดหยอกเธอแสดงความเป็นกันเองเพื่อบรรเทาอาการตื่นเต้น เธอหัวเราะเล็กน้อย คลายความกังวลไปบ้าง จึงเริ่มลำดับเหตุการณ์ ฟังได้ความว่า บ้านเธออยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยฯปกติเธอจะขับรถมาเรียนแถวบางเขน ปรากฎว่ารถเธอยางแบน ก็เลยต้องเรียกแท็กซี่เพราะกลัวไปเรียนไม่ทัน ด้วยความที่เธอไม่เคยใช้บริการรถแท็กซี่ ก็เลยเข้าใจว่ารถแท็กซี่น่าจะล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อความเร็วรถถึงระดับที่กำหนด เธอจึงนั่งอ่านหนังสือไปหลังจากที่แจ้งจุดหมายให้คนขับแท็กซี่ทราบแล้ว ระหว่างทางคนขับก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ โดยมารยาทเธอก็เลยฟังอย่างเดียว แต่พอคนขับพูดนานๆเข้า เธอก็เลยขอให้คนขับเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วยเพื่อช่วยบรรเทาประสาทหูได้บ้าง(จริงๆต้องการให้คนขับเลิกพูด) แต่คนขับก็หารู้ตัวไม่ กลับเพิ่มความดังเสียงพูดด้วยเกรงว่าผู้ฟังจะไม่ได้ยินเรื่องราวที่ระบายความอัดอั้นของการขับรถบนท้องถนนให้ฟัง ด้วยความเอือมระอา เธอจึงหันหน้ามองออกไปทางหน้าต่างข้างซ้ายโดยไม่ได้สนใจเรื่องราวที่คนขับเล่า ครั้นรถแท็กซี่มาจอดติดไฟแดงอยู่ที่แยกรัชโยธิน เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจโดย ไม่ได้ถามแทรก อยู่ๆเธอก็หยุดนิดนึงแล้วก็บอกว่า “คนบ้าค่ะพี่” ผมก็สะดุ้งเล็กน้อย “คนบ้าที่ไหนวะ จะมาอยู่กลางเมืองขนาดนี้ ไม่เห็นมี ถ้ามีเทศบาลคงจับไปแล้ว” ผมนึกในใจ พลันเสียงหัวเราะเธอก็ดังขึ้นพร้อมละล่ำละลักกระอักกระอ่วนแสดงถึงความพยายามที่จะเล่าต่อ ผมก็ฟังอย่างตั้งใจพอจะจับใจความได้ว่า ขณะที่เธอมองไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นคนบ้า เสื้อผ้าหลุดรุ่ยเดินมาจากฝั่ง SCB ปาร์ค ตรงมาที่เธอแล้วก็เปิดประตูด้านหลังข้างซ้ายที่เธอนั่งอยู่ ซึ่งทีแรกเธอเข้าใจว่ามันล็อค ปรากฎว่ามันเปิดออกได้เธอตกใจเรียกคนขับได้คำเดียว “พี่” แต่เจ้ากรรมโชว์เฟอร์ช่างจ้อหาได้ยินไม่ จ้อต่อโดยไม่ได้สนใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไรกับผู้โดยสาร เธอรวบรวมสติก่อนที่ประตูจะเปิดได้กว้างกว่านี้ เธอหยิบกระเป๋าถือ แล้วขยับตัวไปทางขวาเปิดประตูด้านขวาแล้วลงจากรถทันที ทันใดนั้นเอง คุณพระช่วย สัญญาณไฟเขียวก็ปรากฎขึ้นที่กลางแยก รถแท็กซี่คันที่เธอนั่งมาก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็วโดยหารู้ไม่ว่าผู้โดยสารได้เปลี่ยนตัวไปแล้ว
เธอยืนงงกับเหตุการณ์ที่ขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่พักใหญ่ที่บริเวณเกาะกลางถนน พอได้สติกลับมาเธอเห็นป้ายโรงพักพอดี ก็เลยตัดสินใจเข้าแจ้งความด้วยวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความบริสุทธิใจที่ลงจากรถโดยไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร แต่นั่นเป็นเพียงวัตถุประสงค์รองที่เธอมาโรงพัก จริงๆแล้วเธอต้องการทราบแท็กซี่คันนั้นเป็นยังไงบ้าง เพราะด้วยความตกใจเธอจำไม่ได้แม้แต่สีรถแท็กซี่ ผมก็เลยบอกสุดความสามารถตำรวจจริงๆ นะน้อง
ส่วนที่ว่ารับโชคน่ะเหรอ กลัวน้องเค้ายังไม่หายตกใจกับการใช้บริการแท็กซี่ ตำรวจอย่างเราก็เลยต้องแสดงน้ำใจไปส่งน้องเค้าที่มหาลัย ผลก็คือ วันนั้นผมมีกองเชียร์ตอนไปโยนโบว์ลิ่งสิคร๊าบท่าน อิอิอิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น