วันนี้เป็นเวรฝากขัง เลยได้มาทำงานแต่เช้าเพื่อเตรียมใบฝากขังและแบบพิมพ์สำรองสำหรับพวกขี้ลืม ไม่รู้ตั้งใจหรือว่าลืมจริง แต่ก็มักจะมีให้ได้เขียนใบฝากขังสำรองกันประจำ เฉพาะโรงพักเราก็ยังไม่เท่าไหร่ เหตุที่ผมเลือกลงโรงพักนี้เพราะเห็นว่าศาลอยู่ใกล้ ไปมาสะดวกดี มองแต่ข้อดี ลืมมองข้อเสียสนิทเลย เพราะไอ้ความที่อยู่ใกล้นี่แหระ บางทีเพื่อนที่อยู่โรงพักไกลๆลืมฝากขังแล้วมาไม่ทัน ต้องไปฝากแทนทุกที
แต่การไปศาลของบรรดาร้อยเวร ก็เหมือนการไปตลาดหุ้นครับ เพราะร้อยเวรแต่ละโรงพักก็จะถือโอกาสนี้เป็นการพบปะขอแลกใบสั่งที่บรรดาคนฝากไปจ่ายค่าปรับทั้งหลายฝากมา แล้วก็แลกใบขับขี่กันไปแต่ละโรงพัก ก็ถือเป็นกิจกรรมอันสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจร้อยเวรดีครับ แต่พักหลังนี่ บางทีเล่นฝากกันแต่ใบสั่ง ส่วนตังค์ค่าปรับไม่ฝากให้ออกไปก่อนนี่ ความรื่นเริงก็เลยลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ถ้าเช้าเป็นเวรฝากขัง บ่ายก็จะนั่งทำงานต่อเลย เพราะจะกลับไปนอนก็มักหลับเพลินไปถึงเช้า ลืมมาเข้าเวรหรือเข้าไม่ทัน ก็เลยนั่งทำงานต่อไป
“ขอโทษนะคะหมวด มีประกันชีวิตรึยังคะ” เสียงหวานของสาวสวยขายประกัน ทำตลาดเชิงรุกบุกมาขายตำรวจถึงโรงพัก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามีตำรวจซื้อด้วยเหรอ เพราะบาดเจ็บมาก็เข้าโรงบาลตำรวจได้อยู่แล้ว แต่คุณเธอก็มักจะมีโปรโมชั่นใหม่ๆ มาล่อตา เอ๊ย ล่อใจอยู่เรื่อย
“ยังไม่มีครับ แต่ไม่รู้จะทำให้ใครอ่ะ ลูกเมียก็ไม่มี ไว้มีแล้วค่อยมาทำเนอะ” ผมต้องสรรหาคำตอบที่แปลกใหม่อยู่เสมอ ก็นับเป็นการฝึกสมองลองปัญหา เอ๊ย ลองปัญญาดีครับ เพราะถ้าคราวนี้เธอตอบสวนไม่ได้ คราวหน้าก็มักจะหาคำถามมาใหม่อยู่เสมอ คุณเธอทั้งหลายก็จะมาอ้อนให้ทำอยู่ซักพัก พอเห็นเราไม่ทำแน่แล้วก็ไปทีละโต๊ะล่ะครับ จนกว่าใครจะทนใครไม่ไหวก็ลุกหนีกันไป
ผมนั่งทำงานต่อเพลินจนถึงเวลาเข้าเวร แต่งชุดร้อยเวรเรียบร้อย ก็เตรียมตัวเอนหลังพักผ่อน รอฟังเหตุจนเผลอหลับไป
“เหตุ ว.40 เชิงสะพานขาลง รถเก๋งตำ จยย. คนเจ็บส่ง รพ.เรียบร้อย ครับ” พนักงานวิทยุรายงานเหตุรถชนเสียงดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ นี่มันจะตีสามอยู่แล้ว ไปไหนกันมาเนี่ยถึงได้มาชนกัน
“ทราบ 30 ว.25 ที่เกิดเหตุ” ผมตอบสวนไปโดยสัญชาตญาณ ทั้งๆที่ยังงัวเงียอยู่ ผลัดดึกนี้ส่วนใหญ่จะเข้าเวรเดี่ยว ร้อยเวรมักจะวิสาสะหลบนายสลับกันเข้า เพราะคดีไม่เยอะ แต่ถ้าผลัดไหนเยอะ ก็แทบไม่ได้งีบเลย งานนี้ผู้ช่วยร้อยเวรก็ไม่มี เพราะพักนี้ไม่มีตำรวจชั้นประทวนโดนทำโทษ ตำแหน่งประจำก็มีผู้ช่วยร้อยเวรเพียงคนเดียวเลยต้องไปวิ่งงานเอกสารแทน ส่วนตำรวจสายงานอื่น ถ้าทำผิด หัวหน้าสถานีมักจะลงโทษด้วยการส่งมาเป็นผู้ช่วยร้อยเวร ฮ่า!! นี่แสดงว่าตำแหน่งร้อยเวรนี่มันเป็นตำแหน่งเหมือนโดนลงโทษไปในตัวเลยนี่นา คิดไปก็เท่านั้นว่าแล้วก็ขับรถร้อยเวรไปที่เกิดเหตุ ทั้งๆที่สะพานลอยข้ามแยกน่ะ อยู่ค่อมข้ามหัวโรงพักแท้ๆ ต้องไปกลับรถถึงสองรอบ
“หวัดดีครับหมวด มาคนเดียวเหรอครับ วันนี้” เจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวทักทายอย่างคุ้นเคยเป็นกันเอง พูดถึงพวกกู้ภัยนี่ สามารถช่วยแบ่งเบาภาระร้อยเวรได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการจราจรขณะเกิดเหตุ ช่วยคนเจ็บ ช่วยเก็บทรัพย์สินคนเจ็บ เอ๊ย!!ไม่ใช่ ช่วยป้องกันทรัพย์สินคนเจ็บไม่ให้มิจฉาชีพมาฉวยโอกาส ลักเอาไป รวมตลอดถึงช่วยยกรถจักรยานยนต์ที่เกิดเหตุขึ้นรถร้อยเวร เสียอย่างเดียวขาลงไม่ตามมายกลงให้ที่โรงพัก
“ผลัดดึกเลยเดี่ยว เดี่ยวจริงๆ เข้าคนเดียวเลยวันนี้” ผมทักทายตอบ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยแบ่งกันทำงาน คนนึงช่วยโบกรถเปิดสัญญาณไฟหมุน ให้รถที่ลงจากสะพานลอยทราบเพื่อจะได้หลีกไปใช้ช่องขวา เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ช่องเดินรถซ้ายมือ ซึ่งสะพานข้ามแยกจะมีแค่สองเลน หน้าที่อีกหน้าที่หนึ่งซึ่งไม่ควรจะเป็นหน้าที่ต้องให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจัดการก็คือ คอยโบกให้รถที่หยุดเคลื่อนที่ต่อไปไม่ให้ดู เพราะไม่ง้านจะทำให้รถติดยาว
“หมวดคับ หมวดคับ รถทะเบียนอะไรคับ” เสียงร้องถามจากรถตุ๊กตุ๊กที่ขับผ่านมาแล้วหยุดถาม ผมงงกับพวกนี้อยู่พักนึง นึกว่าเป็นพวกนักข่าวจะถามทะเบียนไปลงข่าว ที่ไหนได้ เอาไปแทงหวย ผมเคยสงสัยว่ามันถูกรางวัลกันบ้างรึป่าวเนี่ย แต่กลับมีเสียงย้อนกลับมา
“แล้วหมวดไม่เอาเลขทะเบียนไปซื้อหวยมั่งเหรอ” เสียงตุ๊กๆถาม
“ไม่รู้จะแทงทะเบียนคันไหนดี มันชนกันวันนึงเป็นสิบคัน เลือกแทงไม่ถูกเลย” ผมตอบย้อนไปว่าแล้วก็สั่งให้ออกรถไปเด๊วรถลงจากสะพานไม่เห็นจะชนเอา อีกอย่างพอหยุดรถคันนึง คันอื่นก็จะหยุดตาม จากนั้นก็วาดรูปแผนที่เกิดหตุ ตรวจดูทะเบียนรถ ส่วนคนขับรถยนต์ก็พาคนเจ็บไปโรงบาลด้วย ในที่เกิดหตุก็เลยมีแต่ตำรวจกับกู้ภัย แล้วก็รถคันเกิดเหตุ
“กู้ภัย รถจักรยานยนต์ที่ถูกชนอยู่ไหน เห็นแต่รถเก๋ง” ผมถามเจ้าหน้าที่กู้ภัย เพราะที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างมืด
“อยู่ใต้ล้อข้างขวางัยหมวด” กู้ภัยตอบ อย่างนี้เค้าไม่เรียกชนแล้ว เค้าเรียกเหยีบนี่หว่า ว่าแล้วผมก็เดินไปที่ล้อหน้าข้างขวาพบรถจักรยานยนต์อยู่ใต้ท้องรถจริงๆ ก็เลยต้องก้มลงดูเพื่อจดทะเบียน แต่สังเกตจากช่องทางเดินรถแล้ว ล้อรถยนต์เหยียบเส้นแบ่งเลนพอดี การดูที่เกิดเหตุถ้าไม่ระวังอาจถูกรถที่วิ่งมาเลนขวาชนร้อยเวรเอาได้ เพื่อความปลอดภัยผมจึงได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยอยู่ท้ายรถส่องสปอร์ตไลท์เตือนรถที่วิ่งลงจากสะพานให้ชะลอความเร็วและออกไปให้ชิดช่องขวา ส่วนผมก็นั่งยองๆลงไปจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทันใดนั้นเอง ขณะที่ผมกำลังจดอยู่ มีแสงสว่างจากไฟหน้ารถที่ลงจากสะพานส่องมาหาผมอย่างจัง ผมละสายตาจากทะเบียนรถจักรยานยนต์หันไปมองที่มาของแสงไฟ เป็นรถยนต์กำลังพุ่งเข้ามาหาผม เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินคือ
“หมวดระวัง รถมา!!!!” โครม!!! ทุกอย่างผ่านไปในเพียงเสี้ยววินาที แล้วทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบพักนึง
เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนที่ยืนโบกอยู่ท้ายรถยนต์คันเกิดเหตุกระโดดหลบไปยืนยันฟุตบาทเชิงสะพาน ตัวสั่น เอามือปิดหน้า เชื่อว่าเสียงร้องเตือนไม่สามารถช่วยอะไรได้ รถที่ลงสะพานมาชนเข้ากับตำแหน่งที่ผมยืน เกี่ยวเอาไฟมองหลังข้างขวาของรถคันเกิดเหตุไปด้วยพร้อมกับร่องรอยเฉี่ยวชนทางบังโคนขวา เจ้าหน้าที่กู้ภัยรู้อย่างเดียวว่าได้เก็บศพร้อยเวรเพิ่มอีกคนแน่ๆ
แต่แล้ว......
“ป๊าบ ป๊าบ ป๊าบ” เสียงสมุดปกแข็งกระทบหัวเจ้ากู้ภัยที่โบกอยู่ท้ายรถอย่างจัง ด้วยความโมโห
“ให้โบกรถ กระโดดหลบทำไมวะ รถชนเข้าอย่างจังเลยเนี่ย” ผมเบิร์ดกะโหลกเจ้ากู้ภัย หลังจากตั้งสติได้ ไม่เสียงตอบ แต่เป็นการใช้มือสองข้างของเจ้ากู้ภัยมาจับๆคลำที่ไหล่และแขนผม
“หมวด ผี หรือ คน เนี่ย” เจ้ากู้ภัยตอบเสียงสั่น
“ป๊าบ ป๊าบ” ผมเบิ้ลให้อีกที่เพื่อเสริมความมั่นใจให้
“หมวดยังไม่ตายเหรอ เฮ้ย!! พวกเราหมวดยังไม่ตายโว้ย” เสียงดีใจของเจ้ากู้ภัยดังกล่าว ทำเอาพวกเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เหลือเดินมาหาผมและสัมผัสมือ แขน ทำให้ผมงง เลยต้องถามกลับไป
“ไอ้บ้า อยู่ๆมาแช่งกันซะได้ ปากเสียแล้วไง” ผมเหลืออดเลยสวนไป
“หมวด เมื่อกี้ยืนนั่งดูทะเบียนรถมอไซค์อยู่ไม่ใช่เหรอ” เจ้ากู้ภัยถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่” ผมตอบ
“ง้านหมวดลองเดินไปดูตรงที่หมวดนั่งเมื่อกี้ดิ” เจ้ากู้ภัยบอก ผมจึงเดินไปดู โดยกำชับให้คอยโบกรถส่งสัญญาณให้รถที่ลงมาจากสะพานทราบด้วยว่ามีเหตุ พอไปจุดที่ผมอยู่เมื่อตอนรถชน ปรากฎว่า คุณพระช่วย!!! จุดนั้นมีรถเฉี่ยวชนอย่างแรงถึงขนาดกระจกมองข้างกระเด็นไปข้างหน้าเกือบสิบเมตรตามแรงคันที่ชน และบังโคลนก็ถูกเฉี่ยวชนจนเป็นรอยครูด ซึ่งถ้ามีแมวซักตัวอยู่ตรงนั้นก็คงโดนเหยียบ แต่ไม่ใช่แมว มันเป็นผมเองที่อยู่ตรงจุดนั้นเมื่อตอนที่รถมาชน
แล้วรอดมาได้ยังไงเนี่ย!!!!
ผมจึงได้เข้าใจถึงอาการแปลกๆของเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกคนที่มาร่วมตรวจดูสถานที่เกิดเหตุในวันนั้น
เพราะจากจุดที่ผมนั่งอยู่แล้วกระโดดหลบรถมาถึงที่ท้ายรถยนต์คันเกิดเหตุด้านซ้ายนั้น หมายถึงว่าผมต้องสามารถกระโดดจากจุดแรกไปจุดที่สองด้วยความสูงถึงเมตรยี่สิบตามความสูงของรถยนต์และกระโดดไปได้ไกลถึงเกือบสามเมตรเพื่อไปยืนอยู่ท้ายรถด้านซ้าย แต่เหตุการณ์เพียงเสี้ยววินาที ผมรู้ดีว่าตัวผมน่ะขนาดวิชากรีฑาตอนฟิตๆยังกระโดดได้แค่สองเมตรกว่าๆเอง
วันรุ่งขึ้นผมโทรตามสาวสวยที่ขายประกันให้เมื่อวานที่ให้นามบัตรไว้ แล้วก็จ่ายเงินค่ากรมธรรม์ให้เรียบร้อยโดยไม่ถามซักคำว่าสิทธิประโยชน์มีอะไรบ้าง ทราบแต่เพียงว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุตายน่ะได้เยอะ ซึ่งสาวขายประกันก็ยังงงมาถึงทุกวันนี้ เพราะเธอจีบขายประกันให้ผมมาถึงเกือบสี่เดือน จนถึงขนาดมีการวางเดิมพันกันในหมู่สาวขายประกันว่าใครขายให้ผมได้ จะเลี้ยงสุกี้มือใหญ่
คดีนี้สอนให้รู้ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น