“ขอโทษค่ะ มาแจ้งความโดนหลอกค่ะ” เสียงสาวใหญ่วัยกลางคนร้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ที่มาโรงพักอย่างร้อนใจ ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินเสกสรรปั้นแต่งถ้อยคำที่จะลงประจำวันรับคดีที่คิดว่าเคลียร์ไม่จบแน่ ทำให้อดใจไม่ได้ต้องเงยหน้ามองตามเสียง เพียงได้พบหน้า ประเมินจากลักษณะโหงวเฮ้งแล้ว เธอมีหน้าตาเป็นอาวุธ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับชู้สาว แล้วโดนหลอกเรื่องอะไรหว่า ผมฟันธงในใจต้องเป็นเรื่อง ทรัพย์แน่ ยังไงวันนี้ก็ขว้างงูไม่พ้นคอเพราะรับสองเด้งทั้งอาญาและจราจร เนื่องจากคู่เวรป่วย
“เชิญทางนี้ครับ” ผมตอบอย่างเสียมิได้ “โดนหลอกอะไรครับ”
เธอยังไม่ตอบทันทีทันใด กลับยื่นถุงเท้าสีเทาน่าจะถักทอด้วยเส้นป่านสีขาวอมเทา พระเจ้า มันมาอีกแล้ว ผมเคยเห็นถุงเท้าแบบนี้นี่นา ถ้าจำไม่ผิด ซานตาครอสเอาของขวัญมาใส่ให้นี่
แต่เดี๋ยว ไม่ใช่ ผมรับเจ้าถุงเท้าดังกล่าวจากหญิงสาวผู้นั้น กลับรู้สึกว่าภายในมีวัตถุบางอย่างลักษณะเป็นเส้น คล้ายสร้อยคอ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงเทมันออกมา
อย่างที่คิดครับ มันคือสร้อยคอทองคำ แล้วเหตุไฉน ทำไมไม่สวมคอ ทะลึ่งเอามาใส่ถุงเท้าซะได้ อาการคิ้วขมวดผูกกันของผมคงทำให้เธอสังเกตได้ จึงได้เฉลยให้ผมฟังก่อนจะบรรยายความเซ่อที่โดนหลอกว่า “ทองปลอมค่ะหมวด” แสดงว่าหน้าตาเราต้องออกจะเซ่อกว่า
“ก็ทองปลอมน่ะสิครับ ผมก็มองออก ของจริงใครจะเอาไว้ในถุงเท้า รุ่นนี้เค้าเรียกว่า สร้อยคอทองคำไม่ลอกไม่ดำแต่จำนำไม่ได้ครับ”
ไม่มีเสียงพูดตอบ แต่กลับมีเสียงคล้ายหัวเราะปนร้องไห้ “ฮิฮิ ฮือฮือ” “หนูอยู่ของหนูดีๆ ไม่น่าโลภเลย ไม่ง้านก็ไม่โดนหลอกหรอก” ว่าแล้วเธอก็พล่าม เอ๊ย เล่าเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่เริ่มต้น
เธอมายืนรอรถเมล์อยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งและแห่งเดียวในท้องที่ที่ขึ้นชื่อมากที่สุด ระหว่างนั้นได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอบรรยายลักษณะรูปร่างหน้าตาเข้าข่ายสตรีโทษ 10 ดังที่จอมกวีได้เคยกล่าวไว้ คือ อ้วน เตี้ย ล่ำ ดำ สิว ผิวด่าง คางทู่ หน้าก้อ คอสั้น ที่เหลือเดาเอาเองนะครับ จริงๆผมก็นึกในใจว่า ที่บรรยายตำหนิรูปพรรณมาน่ะ มันช่างคล้ายเธอที่มาแจ้งความเหลือเกิน แต่เอาเถอะ เธอมาในฐานะผู้เสียหาย ผมนึกในใจนะ แล้วหญิงคนนั้น ก็ชี้ให้เธอดูว่า มีสร้อยทองตกอยู่ตรงริมฟุตบาท น้ำหนักก็น่าจะประมาณซักสามบาทได้ ตะขอมันคงถ่างแล้วสร้อยมันเลยหลุดโดยที่เจ้าของเค้าไม่รู้ตัวนะเนี่ย แหม่! วิเคราะห์ให้เสร็จ ว่าแล้วหญิงดังกล่าวก็หยิบสร้อยขึ้นมาปรึกษากับเธอผู้เสียหาย “เอางัยดี หนักตั้งสามบาท” ผมเลยต้องถามแทรกว่า “รู้ได้งัยว่าหนักสามบาท พกตาชั่งมาด้วยรึงัย”
“ป่าวค่ะ ผู้หญิงคนน้านเค้าโยนเหยาะๆประมาณน้ำหนักเอา” ผมจึงได้ถึงบางอ้อ ประมาณน้ำหนักเอง โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้จับทอง เลยไม่รู้ว่าน้ำหนักเท่าไหร่แน่
แล้วหญิงดังกล่าวก็บอกว่า “เราเห็นด้วยกัน ก็น่าจะมีส่วนได้คนละครึ่งนะ เอางี้มั๊ย เชื่อใจพี่มั๊ย เด๊วพี่เอาไปขายให้ แล้วเอาเงินมาแบ่งกัน”
ตรงนี้เองครับที่เป็นจุดเปลี่ยนจากไม่อยากยุ่งเป็นอยากได้ ความโลภนั่นเอง ผมคิดในใจ คิดเล่นๆทองสามบาท บาทละแปดพัน(ราคาทองตอนน้านนะ อย่ามาขอซื้อราคานี้กับผมตอนนี้นะ) สามบาทก็สองหมื่นสี่ แบ่งกันสองคนก็คนละหมื่นสอง พระเจ้า อยู่ดีๆได้เงินหมื่นสอง ใครจะไม่สน เท่านั้นยังไม่พอ หญิงดังกล่าวก็บอกว่า เพื่อความสบายใจระหว่างที่เค้าเอาทองไปขาย ตัวเค้ามีสร้อยคอบาทนึง ส่วนของผู้เสียหายก็มีบาทนึง ก็ถอดเอามาใส่ไว้ในถุงเท้าซานตาครอสนี่แหระ คนละบาท แล้วให้ผู้เสียถือไว้เพื่อความสบายใจ ส่วนหญิงคนน้านจะเอาทองไปขายในห้างประมาณสิบนาทีแล้วจะเอาเงินมาแบ่งกัน
น่าแปลก พอความโลภเข้าตา สติสตางค์ก็หายหมด เป็นอันว่าตกลงยอมตามที่หญิงคนน้านเสนอแบบไม่มีอิดออด ทั้งๆที่ไม่ได้มีการป้ายยาให้หลงเคลิ้มอย่างที่เคยมาแจ้งความ เธอรออยู่จากสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง จนเป็นสามสี่ชั่วโมง ความโลภเริ่มจางหาย สติสตางค์เริ่มกลับมา จึงได้เทสร้อยคอที่ถอดรวมกันไว้ในถุงเท้ามาดู น้ำตาเธอเริ่มไหล สร้อยคอทองคำหนึ่งบาท ยังผ่อนไม่หมดอีกต่างหาก มาโดนมือดีหลอกเอาไปซะแล้ว อนิจจาเพื่อเป็นข้อมูลในทางสืบสวน ผมพาเธอไปห้องแล็บ เอ๊ย ห้องสายสืบ เพื่อให้ดูแฟ้มประวัติผู้ต้องสงสัย หลังจากน้านประมาณสิบห้านาที เธอกลับมาพร้อมเจ้าหน้าที่สายสืบ(ดูยังงัยก็ไม่ค่อยเหมือนตำรวจ ถ้านึกหน้าไม่ออก ให้ดูหน้าสมาชิกโปงลางสะออนที่ชื่อ เควิน น่ะ เหมือนมาก )
“ชุดเดิมเลยหมวด แสดงว่ามันกลับมาอีกแร้ว” เสียงเจ้าหน้าที่สายสืบบอกผมมาแต่ไกล ผมได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ” ว่าแล้วก็หยิบพิมพ์ดีดมาบรรเลงคำให้การเธอ แล้วก็เก็บของกลางถุงเท้าซานตาครอสใส่ลิ้นชักแล้วนับในใจ “ขาดอีกข้างเดียวครบโหล ไม่รู้จะมีคนโง่เอาถุงเท้ามาให้อีกมั๊ยเนี่ย”
คดีนี้สอนให้รู้ว่า ความไม่โลภ คือลาภอันประเสริฐ นะคร๊าบบบบ ผม
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น