banner_UK

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รอดมาได้ยังงัยเนี่ย

“คุตะหรัวะ ชั่วดั่วๆ(แปลว่า คุณตำรวจช่วยด้วยๆ)” เสียงขอความช่วยเหลือดังร้องกันเสียงหลง ติดๆกัน อย่างหนีภัยสุดชีวิต ขณะที่สายตรวจจักรยานยนต์กำลังปฏิบัติหน้าที่ในเขตรับผิดชอบ
“มีอะไร มีอะไร ไปโดนใครตีหัวมาเนี่ย เลือดอาบเลย” สายตรวจร้องถาม
“ไอ้พั่วน๊า กะทื่อโผสอโคคะ คุตะหรั่ว(แปลว่า ไอ้พวกนั้นกระทืบผมสองคนครับคุณตำรวจ)” ผู้บาดเจ็บแจ้งความโดยชี้นิ้วไปทางท้ายซอย ทันใดนั้นเอง ชายฉกรรจ์สามสี่คนที่วิ่งตามพอดี ถึงกับเบรคตัวโก่ง ใส่เกียร์ถอยหลังยูเทิร์นโกยแน่บไปทางท้ายซอย สายตรวจจึงรีบขี่รถตาม โดยเจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนก็รีบ ว.ขอกำลังเสริมจากหน่วยข้างเคียง แต่ปรากฎว่าไม่สามารถตามได้ทันเพราะมันรู้ลู่ทางดี วิ่งหนีไปในตรอกที่รถไม่สามารถจะขับขี่ได้สะดวกนัก เนื่องจากมีเครื่องกีดขวางเยอะ เป็นอันว่ามันหนีไปได้(คงไปตามระเบียบเหมือนเดิมน่ะครับ) สายตรวจจึงได้วกรถกลับมาหาผู้เสียหายทั้งสองคน
“ไปหาหมอก่อนดีกว่า” สายตรวจบอกกับผู้เสียหาย
“ไม่เปไร เลื่อหยุแระ(ไม่เป็นไร เลือดหยุดแล้ว)” ผู้เสียหายตอบ ฟังจากสำเนียงที่ไม่มีตัวสะกด ด้วยสัญชาตญาณรับรู้ได้ทันทีว่า ต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว เอ๊ย คนต่างด้าวแน่นอน จึงได้ขอดูใบต่างด้าว
“ต้งมะเป ยางัย (แปลว่า ต้นมันเป็นยังไง) ถ้าบอกต้งได้ เด๊ะไปเกะใบมาให้ดู(ถ้าบอกต้นได้ เดี๋ยวไปเก็บใบมาให้” ผู้เสียหายตอบแบบพาซื่อ
“ชัดเลย!! อีหร็อบนี้หนีเข้าเมืองมาแน่ พี่” เสียงสายตรวจรุ่นน้องบอกรุ่นพี่
“แสดงว่าไอ้ที่โดนกระทืบมานี่ มีคนพาลักลอบเข้ามา ต้องมาเก็บเงินค่าหัวแล้ว ไอ้สองตัวนี้ไม่มีจ่าย เลยโดนกระทืบ หรือไม่ก็เป็นพวกต่างด้าวด้วยกันมาเก็บค่าคุ้มครอง ชัวร์” สายตรวจรุ่นพี่ตอบด้วยความเก๋ากว่า “ง้านขอดูบัตรประชาชนละกัน คนไทยรึป่าว” สายตรวจแกล้งถาม
“โคไท ซี้ บะปะชาโช อยู่ที่พะ โดกะทื่อ วี่หนีมาจะอาบะมาได้ยะงา (คนไทยสิ บัตรประชาชนอยู่ที่พัก โดนกระทืบวิ่งหนีมาจะเอาบัตรมาได้ยังไง)” ผู้เสียหายคนแรกตอบ
“อ้าวคนไทยเหรอ ไหนร้องเพลงชาติให้ฟังหน่อยดิ๊” สายตรวจทดสอบความไทย
“วาเพ เดือสิสอ น๊าก็นอเตตะหลี่ เปไง เพาะมะ(วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นอง เต็มตลิ่ง เป็นงัย เพราะมั๊ย)” ผู้เสียหายคนแรกร้องอย่างมั่นใจ
“ป๊าบ” เสียงผู้เสียหายคนที่ 2 ตบกะโหลกคนแรกเข้าจัง
“ไอ้โง่ น่ะเพลอยกะโท โว้ย(นั่นเพลงลอยกระทง โว้ย” ว่าแล้วคนที่สองก็เลยโชว์เพลงชาติให้ฟัง
“ช้า ช้า ช้า ช้า ช้า น๊อ เคอ เหช้า รึป่ะ(ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึป่าว)”
“เอ๊า พอๆ รู้แล้ว คนไทยทั้งคู่ ไหนพาจ่าไปเอาบัตรประชาชนที่พักหน่อย” สายตรวจเริ่มรู้ทันแล้ว ก็ตามผู้เสียหายทั้งสองไปยังที่พัก เมื่อไปถึงปรากฎว่า เจอ ชาวต่างชาติอีกคน เชื่อว่าเป็นชาติเดียวกันกับไอ้สองคนแรกนั่นแหระ จึงได้ขอดูเอกสารประจำตัว ปรากฎว่าชายดังกล่าวได้แสดงหนังสือเดินทางต่างประเทศ มีการประทับตราผ่านเข้าออกอย่างถูกต้อง แต่เจ้าสองคนแรกได้ชี้ตัวบอกเจ้าหน้าที่สายตรวจว่าชายดังกล่าวเป็นคนพาเค้าลักลอบเข้ามาเมืองไทย เจ้าหน้าที่สายตรวจจึงได้นำตัวทั้งสามคนมาโรงพัก
“หมวดคับ สองคนนี้ต่างด้าวลักลอบเข้ามา ส่วนคนนี้นำพาเข้ามาครับ” สายตรวจส่งบันทึกจับกุมพร้อมรายงานข้อหาคร่าวๆ งานเข้าเลยครับ วันนี้รับเละ สารวัตรเวรขาหัก จำหน่ายบาดเจ็บจากกีฬาโรงพัก ร้อยเวรมีคนเดียวซะด้วย เต็มๆเลย เจ้าสองคนที่ลักลอบเข้ามาไม่ซีเรียทเท่าไหร่คดีพื้นๆส่ง ตม.ได้ แต่ไอ้เจ้าคนนำพานี่สิเต็มๆ ต้องสอบปากคำก่อน
“พูดไทยได้มั๊ย” ผมถามเพื่อความชัวร์
“I can’t speak thai” ผู้ต้องหานำพาตอบ
“เอาแล้วงัย” เราก็ศิษย์อาจารย์แหม่มเหมียนกัลสบายมาก ผมจึงได้สอบปากคำเป็นภาษาอังกฤษ โดยไม่ต้องรอล่าม เสียเวลา แต่ปรากฎว่า พอพูดภาษาอังกฤษ มันก็แกล้งเซ่อ โบกมือบ๊าย บาย บอกฟังไม่รู้เรื่อง ระหว่างที่กำลังสอบปากคำอยู่นั่นเอง ไอ้ขี้เมาคดีเก่า ลูกค้าประจำผมก็เปิดประตูห้องร้อยเวรเข้ามาพอดี
“หมวด ขอตังกินข้าวหน่อยดิ” ผมโดนไอ้บ้านี้มาขอตังค์กินข้าวประจำ เพราะสายตรวจจับมาขังไม่รู้กี่รอบแล้วข้อหาเมาสุราอาละวาด จนกลายเป็นลูกค้าประจำผมไปแล้ว ที่สำคัญใช้มันล้างรถร้อยเวรเป็นการแลกข้าว ทำให้มันเกิดอาชีพใหม่เวลาไม่มีตังค์ก็จะล้างรถร้อยเวรแล้วก็มาขอตังค์ผมกินข้าวประจำ แต่วันนี้ผมมีแขก เอ๊ยผู้ต้องหาต่างด้าว ซึ่งเจ้าขี้เมาเห็นสีหน้าผมหงุดหงิดกับการสอบปากคำคนต่างด้าวนี่อยู่ ด้วยเกรงว่าตัวเองจะไม่ได้ตังค์จากผม ประกอบกับมันคงเห็นลีลาการถูกสอบปากคำนั่งกวนอารมณ์ตำรวจมาก
“ป๊าบ ป๊าบ” สิ้นเสียงผู้ต้องหาต่างด้าวผม หัวทิ่มติดโต๊ะผม
“โอ๊ย ตบกูทำไม” เสียงผู้ต้องหาต่างด้าวพูดอย่างลืมตัว ผมก็เลยงง ถามกลับไปว่า
“อ้าว พูดไทยได้นี่หว่า” ผู้ต้องหาตกใจเพราะลืมตัว
“ตอบหมวดเค้าดีๆ ไม่ให้ความร่วมมือ เด๊วป๊าด” ไอ้ขี้เมาพูดพลางเงื้อมือ ผู้ต้องหาต่างด้าวของผมตอนนี้เลยพูดไทยรู้เรื่องไม่ต้องใช้ล่ามแปล เอ้อ เฮ้ย เพิ่งรู้ว่า ตบกะบาลแล้วทำให้พูดไทยได้ รู้งี้ตอบมาหลายคนแล้ว (คิดในใจนะครับ ขืนทำล่ะ ได้แปลงร่างจากตำรวจเป็นผู้ต้องหาแน่ ) แต่ก็นึกสะใจยังไงบอกไม่ถูก ครับ ปกติเคยให้ไอ้ขี้เมาค่าล้างรถแค่สามสิบ วันนี้เลยตบรางวัลให้มันเป็นร้อยนึง ในฐานะผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ทำให้การสอบปากคำราบรื่น จนสรุปสำนวนส่งอัยการ แล้วเรื่องก็เกิดครับ เมื่ออัยการเรียกผมไปพบ
“หมวด พยานสองคนที่ที่ผู้ต้องหานำพาเข้ามาน่ะ พักอาศัยอยู่ที่ไหน ไม่เห็นหมวดบันทึกในคำให้การ บอกแต่ว่า อยู่คะชินใกล้แม่น้ำอิรวดีตอนบน เด๊วอาทิตย์หน้าผมจะนัดซักซ้อมพยาน” อัยการถามผม ด้วยประสบการณ์พนักงานสอบสวนชั่วโมงบินน้อย ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังจากสอบสวนปากคำเจ้าต่างด้าวสองคนน้านในฐานะพยานแล้ว ก็ให้สายตรวจไปส่ง ตม. ผลักดันกลับประเทศไปแล้วในฐานะผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมืองฯ แล้วจะให้ไปตามหามันเจอได้ยังไง เคยไปต่างประเทศซะเมื่อไหร่ล่ะเรา พออัยการทราบความก็ได้แต่ส่ายหัว บอกผมว่าไม่รู้จะช่วยยังไงง้าน ขอบันทึกปากคำการเรียกพนักงานสอบสวนมาซักถามไว้ละกันว่าส่งพยานกลับประเทศไปแล้ว
“คุก คุก คุก” เสียงไอของผมทำไมมันดังแปลกๆยัง งี้ ผมแทบหมดแรงออกจากตึกอัยการ ทั้งๆที่เดินลงลิฟท์มาแต่หมดแรงขับรถกลับโรงพัก ทั้งๆที่ปกติก็เดินไปมาระหว่างโรงพักกับตึกอัยการเป็นการออกกำลัง แต่วันนี้ขนาดขับรถมายังแทบไม่มีแรงขับรถกลับ ในใจคิดอย่างเดียวจะบอกพ่อบอกแม่ยังไงเนี่ย ถ้าเป็นตำรวจอยู่ดีๆแล้วกลายเป็นผู้ต้องหา เฮ้อ! คิดแล้วกลุ้ม หลังจากนั้นอีกสัปดาห์เหมือนฟ้าผ่า มีสุภาพสตรีท่านหนึงมาขอพบผมในฐานะทนายของผู้ต้องหาต่างด้าวนำพา
“ดิฉัน เป็นทนายของนาย......(ผู้ต้องหาต่างด้าวนั่นเอง) จะขอดูบันทึกปากคำลูกความค่ะ ลูกความดิฉันปฏิเสธชั้นศาลค่ะ” เสียงหวานๆของทนายสาว มันเฉือนหัวใจผมออกเป็นเสี่ยงๆ นี่ใกล้วันสุดท้ายของเราแล้วสินะ ผมคิดในใจ แต่ทำใจดีสู้เสือ
“ครับสวัสดีครับ คุณทนายคนสวย มาเหนื่อยๆ รับน้ำส้มก่อนนะครับ เด๊วผมขอค้นสำนวนก่อนครับ” ผมใช้สูตรเดิมครับ นึกอะไรไม่ออก เสริฟน้ำส้มก่อน ช่วงที่ยังคิดอะไรไม่ออกก็หยิบสำนวนทุกคดีมาแกล้งหาเพื่อถ่วงเวลา เพราะถ้าเธอได้เห็นคำให้การผู้ต้องหาแล้ว ไปหาพยานหักล้างก็ยิ่งหนักสำหรับผม แต่เธอหารู้ไม่ว่า ถึงไม่หาพยานหักล้าง ผมก็ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้อยู่ดี ระหว่างนั้นเองที่เธอทานน้ำส้มอยู่ ผมก็เอาความใสซื่อเข้าแลกหมัดเลย
“พอดีวันนี้งานผมเยอะ ผมยังไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่เช้าเลยครับ ถ้าไงทานด้วยกันดีมั๊ยครับ แต่ว่าของ่ายๆนะครับ เงินเดือนยังไม่ออกครับ” ว่าแล้วผมก็สั่งข้าวกระเพามาสองจาน นั่งทานกันตรงโต๊ะทำงานนี่ล่ะ ระหว่างนั้นก็นั่งคุยกันเรื่องคดี
“พวกคนต่างด้าวเนี้ยะ เชื่อมั๊ยครับ ถ้าเข้ามาถูกต้อง ทางราชการเราก็จะมีประวัติ พวกนี้จะไม่ค่อยกล้าทำผิดในบ้านเรา” ผมเริ่มพูดคุยถามทางเพื่อความเป็นกันเอง เมื่อข้าวได้เริ่มหมดไปครึ่งจาน เธอก็นั่งฟังสนธนาตอบโต้เป็นระยะ
“ส่วนพวกลักลอบเนี้ยะ มักจะก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะคดีข่มขืนครับ” ผมพูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าเธอดูตกใจ “จริงเหรอคะหมวด” จากน้ำเสียงเธอผมเริ่มมั่นใจขึ้นว่า เริ่มเข้าพวกกันแล้ว เลยพูดต่อ
“แล้วพอก่อคดีข่มขืนเสร็จ ผู้เสียหายน่าสงสารมากเลยครับ เพราะส่วนใหญ่ตำรวจรู้ว่าเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่สามารถหาพยานหลักฐานจากช่องทางอื่นเพราะไม่มีรูป ไม่มีลายนิ้วมือบันทึกประวัติกันมาก่อน ทำให้พวกนี้ลอยนวล มาก่อคดีซ้ำๆกับผู้หญิงบ้านเรา คนแล้ว คนเล่า ผมล่ะโกรธแค้นพวกนี้มากเลย คิดดูสิคุณ ถ้ามันมาทำกับญาติเรา พี่สาว น้องสาวเรา จะเป็นยังไง”
“แล้วไม่สามารถติดตามจับพวกนี้ได้บ้างเหรอคะ” เธออย่างกังวล โดยหวั่นว่าเธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน
“นี่ผมฟลุ๊กมากนะครับ ที่สามารถจับได้ตัวคนนำพามา ไอ้คนนำพานี่ล่ะครับ ตัวต้นเหตุที่นำพวกลักลอบเข้ามา แล้วมาเกิดเหตุร้ายกับผู้หญิงบ้านเรา” ผมย้ำอีกครั้ง ระหว่างส่งคำให้การผู้ต้องหาให้เธออ่าน
“จริงๆดิฉันก็เป็นทนายที่ผู้ต้องหาขอแรงค่ะ ไม่ได้เป็นทนายที่ผู้ต้องหาแต่งตั้งให้สู้คดี ถ้ามันเกิดผลเสียกับคนบ้านเราขนาดนี้ ดิฉันว่า ก็คงต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้านะคะเนี่ย เพราะในชั้นสอบสวนเค้ารับสารภาพไม่ใช่เหรอคะ ผู้หมวด” เธอตอบได้ถูกใจผมมาก ผมรู้แค่ว่ารู้สึกดีที่เธอมีคุณธรรม และไม่ได้ตอบอะไรไปมากกว่า “ครับ”
เธอกล่าวขอบคุณผมและจากไปด้วยอัธยาศัยไมตรีที่เป็นมิตร หลังจากนั้นไม่นาน
“หมวด สำนักงานอัยการขอสายครับ บอกว่าคดีต่างด้าวครับ” เสียงพนักงานวิทยุแจ้งให้ผมไปรับโทรศัพท์ ผมยอมรับชะตากรรมเดินไปรับโทรศัพท์อย่างคอตก
“นี่ หมวด คุณทำบุญด้วยอะไรเนี่ย อยู่ผู้ต้องหารับสารภาพ ไม่ต้องสืบพยาน ศาลลงโทษกึ่งหนึ่งเพราะผู้ต้องหารับสารภาพ ดีใจด้วยนะ เลยโทรมาบอก” เสียงท่านอัยการแสดงความยินดีกับผมอย่างยิ่ง
“ขอบคุณครับ ขอบคุณมากกก ครับพี่” ผมตอบอย่างลืมตัวว่าคุยกับอัยการอยู่ พลันใจผมได้แต่นึกขอบคุณทนายสาวท่านนั้น ที่เธอยังเมตตาผมโดยเธอไม่รู้ตัว ส่วนผมนึกอะไรไม่ออกครับนอกจากคิดอย่างเดียว ไม่ใช่ฝืมือ ไม่ใช่ประสบการณ์ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น สรุปคำถามในในอย่างเดียวว่า “รอดมาได้ยังไงวะกู”

คดีนี้สอนให้รู้ว่า แม้ไม่ถึงที่ตายวายชีวาต ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ อิอิอิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น